การเพาะเลี้ยงผีเสื้อ

          จุดมุ่งหมายในการเลี้ยงผีเสื้อ ที่นำเสนอในหน้านี้ เป็นการแนะนำวิธีการเพาะพันธุ์ผีเสื้อบางชนิด เพื่อจัดทำเป็นฟาร์มผีเสื้อ สำหรับการศึกษา หรือเปิดให้ประชาชนชม แต่การนำวิธีการดังกล่าวไปใช้เพื่อการค้า คงต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้อีกพอสมควร เพื่อให้คุ้มกับการลงทุน

ตอนที่ 1    คำนำ
ตอนที่ 2         1. การเลี้ยงผีเสื้อถุงทองธรรมดา
                       1.1 การจัดเตรียมพืชอาหารสำหรับผีเสื้อถุงทอง
ตอนที่ 3              1.2 การเตรียมอุปกรณ์ และกรงเลี้ยง
ตอนที่ 4              1.3 เริ่มลงมือเลี้ยง
                            1.3.1 การเลี้ยงในกล่องพลาสติก
                            1.3.2 การเลี้ยงในกรงเล็ก
ตอนที่ 5                  1.3.3 การเลี้ยงในกรงใหญ่

ตอนที่ 1

คำนำ

           ผีเสื้อสวยงามที่น่าสนใจ และเคยมีประสพการณ์ในการเพาะเลี้ยง มีสองชนิด คือ

   

        1. ผีเสื้อถุงทองธรรมดา (รูปซ้ายมือ) เป็นผีเสื้อกลางวันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ วัดขนาดความยาวระหว่างปลายปีกทั้งสองข้างตรงส่วนที่ยาวที่สุด จะมีขนาดประมาณ 18 ซม. (ในตัวเมีย) แต่มีผีเสื้ออีกชนิดหนึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับผีเสื้อถุงทองธรรมดา พบในประเทศไทยเช่นกัน คือ ผีเสื้อนางพญากอดเฟรย์ รูปร่างคล้ายผีเสื้อนางพญาสยาม แต่สีพื้นของปีกเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจุดแต้มเป็นสีขาว ปัจจุบันผีเสื้อชนิดนี้หายากมาก
        ผีเสื้อถุงทองธรรมดา จัดเป็นแมลงใกล้สูญพันธุ์ ตามอนุสัญญา CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ดังนั้นการเพาะพันธุ์เพื่อการค้า ต้องมีขั้นตอนการขออนุญาตเพาะพันธุ์ และส่งออกที่ค่อนข้างซับซ้อน
        สำหรับผีเสื้อกลางวันที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในวงศ์ผีเสื้อหางติ่ง เช่นเดียวกับผีเสื้อถุงทองของเรา เรียกชื่อสามัญเหมือนกันว่า Birdwing Butterfly คือ ผีเสื้อปีกนกราชินีอเล็กซานดร้า (Queen Alexandra's Birdwing Butterfly - Aetheoptera (Ornitoptera) alexandrae) พบที่ปาปัวนิวกินี ตัวเมียขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ 30 ซม. ผมไม่มีตัวอย่าง แต่ดูรูปได้ที่ Birdwing Butterflies of the World

        2. ผีเสื้อยักษ์ (รูปขวามือ) อาจเรียกผีเสื้อกระท้อน หรือผีเสื้อไหมป่า เป็นผีเสื้อกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบได้ทั่วไปในบ้านเรา มีขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ 30 ซม. ในตัวเมียเช่นกัน

        ผีเสื้อทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นดาราเด่นในฟาร์มผีเสื้อต่างๆ เพราะมีขนาดใหญ่มากในตัวเมีย แต่ตัวผู้จะมีขนาดย่อมกว่าเล็กน้อย ขนาดเฉลี่ยจริงๆในธรรมชาติทั้งเพศผู้และเมีย จะมีขนาดเล็กกว่าที่ระบุประมาณ 3-5 ซม. หรือมากกว่านี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในระยะตัวอ่อน การแก่งแย่งอาหารกัน และสภาพสิ่งแวดล้อมอื่นๆ การที่จะขุนให้ผีเสื้อที่เราเลี้ยงมีขนาดใหญ่ สามารถทำได้โดยการดูแลเรื่องปริมาณอาหาร ความสะอาดของกรงเลี้ยง และจำกัดปริมาณตัวหนอนไม่ให้มีมากเกินไป

         การเริ่มต้นเลี้ยงผีเสื้อทุกชนิด จะต้องทราบว่าระยะตัวหนอนกินพืชอะไรเป็นอาหาร วงจรชีวิตเป็นอย่างไร ระยะเวลาการเจริญเติบโต ฯลฯ โดยศึกษาจากเอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่างๆก่อน ที่สำคัญคือ ต้องแน่ใจว่าบริเวณที่เราต้องการเพาะเลี้ยงมีผีเสื้อชนิดนั้นอยู่ด้วย โดยต้องทำการสำรวจก่อนเริ่มลงมือเลี้ยง ถ้าไม่มีจะต้องทำการเลี้ยงในลักษณะปิด คือ ผีเสื้อต้องอยู่ในกรงเลี้ยงตลอดเวลา การหาผีเสื้อมาเสริมเพื่อป้องกันการเกิดเลือดชิดไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้สภาพดิน ภูมิอากาศ อาจไม่เหมาะสมต่อการเจริญของพืชอาหารก็ได้ ผลสุดท้ายต้องนำผีเสื้อและพืชอาหารมาจากที่อื่นตลอดเวลา ซึ่งจะต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายจำนวนมาก สิ่งนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ต่างชาติไม่นิยมเพาะเลี้ยงผีเสื้อที่พบในเขตร้อนในบ้านเขา ทั้งที่การนำพืชเมืองร้อนไปปลูกในเมืองหนาวสามารถทำได้ในเรือนเพาะชำ (Green House) ที่ควบคุมอุณหภูมิ และสภาพแวดล้อม
        หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการเพาะเลี้ยงพืชอาหาร การเก็บพืชอาหารจากในธรรมชาติมาเลี้ยงโดยตรง อาจทำได้ในผีเสื้อบางชนิด แต่เนื่องจากระยะตัวหนอนของผีเสื้อโดยทั่วไปกินจุมาก มักมีปัญหาเรื่องอาหารขาดแคลนอยู่เสมอ

ตอนที่ 2

1. การเลี้ยงผีเสื้อถุงทองธรรมดา

1.1 การจัดเตรียมพืชอาหารสำหรับผีเสื้อถุงทอง

        จากรายงานพบว่ามีพืชอาหารหลายชนิดสำหรับผีเสื้อชนิดนี้ เป็นไม้เถาในสกุล Aristolochia เช่น

       จากการทดลองให้อาหารตัวหนอนโดยใช้ใบต้นไก่ฟ้า ซึ่งมีลักษณะใบที่หนาและมีขนมากกว่ากระเช้าถุงทอง ตัวหนอนจะกินเฉพาะบริเวณขอบใบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และตายไปในที่สุด ในต่างประเทศผีเสื้อถุงทองสกุลต่างๆส่วนใหญ่กินใบต้นกระเช้าผีมดหรือกระเช้าสีดา ซึ่งกระเช้าสีดาไม่มีขึ้นในป่าธรรมชาติเมืองไทย แต่นำเข้ามาเป็นไม้ประดับหรือใช้ทำยา ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศอินเดียและศรีลังกา สำหรับต้นกระเช้าผีมด ตามรายงานพบในประเทศไทยหลายจังหวัด แต่ค่อนข้างหายาก สาเหตุประการหนึ่งน่าจะเนื่องมาจากความสับสนในการเรียกชื่อภาษาไทย ถามผู้รู้บางท่านไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับต้นกระเช้าผีมด แต่รู้จักกระเช้าสีดาดี และคำว่ากระเช้าผีมด ยังหมายถึงไม้พุ่มชนิดหนึ่ง (Hyanophytum formicarium - วงศ์ Rubiaceae) อาศัยบนต้นไม้อื่น โคนต้นเป็นที่อาศัยของมด นอกจากนี้ ในหนังสือบางเล่ม กระเช้าสีดา หมายถึงไก่ฟ้าด้วย บางเล่มก็ว่า กระเช้าสีดาเป็นชนิดเดียวกับกระเช้าถุงทอง สรุปง่ายๆคือ "กระเช้าสีดา" เป็นชื่อสามัญไทยประเภทชื่อโหล รวมทั้งชื่อ "ไก่ฟ้า" ด้วย ซึ่งหมายถึงต้นไม้หลายชนิด (species)

Aristolochia TN.jpg (10189 bytes)

aristolochia.jpg (4721 bytes)

Aristolochia freshfruit TN.jpg (5783 bytes)

Aristolochia seed TN.jpg (4168 bytes)

        กระเช้าถุงทอง เป็นไม้เถาเลี้อย ชอบขึ้นตามเชิงเขา แต่นำมาปลูกในพื้นที่ทั่วไปได้ พบในธรรมชาติบริเวณป่าหลายจังหวัด เช่น นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธุ์ ลพบุรี สระบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ ขอนแก่น เชียงใหม่ ลำปาง ตาก เป็นพืชล้มลุกสองปีหรือสองฤดู (Biennial) คือเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง (ประมาณเดือนพฤศจิกายน) ของปีที่สอง ลำต้นและใบจะเหี่ยวเฉาตาย แต่มีรากใต้ดิน (Tuberous Root) คล้ายกับหัวมันสำปะหลัง มันเทศ และรักเร่ ทำหน้าที่เก็บอาหาร ซึ่งมีตาอ่อนบริเวณรากเหล่านี้ สามารถเจริญเติบโตเป็นรากใหม่ได้เพื่อให้ต้นอ่อนงอกออกมาในฤดูถัดไป (ประมาณเดือนกุมภาพันธุ์) ในช่วงปีแรกต้นกระเช้าถุงทองเจริญเติบโตช้ามากและไม่มีดอก เมื่อเข้าสู่ปีที่สองจะโตอย่างรวดเร็วและเริ่มมีดอกติดผล ที่บ้านต่างจังหวัด ปลูกครั้งแรกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วเพียง 2 ต้น หลังจากนั้นฝักและเมล็ดตกลงบนพื้น งอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมาเองจำนวนมาก เกือบเต็มพื้นที่ไปหมดแล้ว
           ดอก เป็นท่อยาว โคนดอกโตเป็นกระเปาะ ปลายดอกบานออกคล้ายปากแตร สีม่วง ฝัก มีลักษณะคล้ายกับกระเช้า ใช้ทำของชำร่วยจำพวกดอกไม้แห้งได้ ราก ใช้ทำยา เชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะและคงกระพัน การแพร่พันธุ์ที่ดีที่สุดคือการเพาะด้วยเมล็ด เนื่องจากภายใน 1 ฝักจะมีเมล็ดเป็นจำนวนร้อย แต่การใช้รากใต้ดินมาขยายพันธุ์ก็น่าจะทำได้เช่นกัน
          การเพาะ นำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น ทิ้งไว้ 3-5 ชั่วโมง แล้วนำไปปลูกในกระถางเพาะชำ เมล็ดจะงอกเป็นต้นอ่อนหลังจากนั้น 7-10 วัน การกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเร่งการงอกพวก จิบเบอเรลลิน (Gibberrellins) อาจช่วยทำให้การงอกของเมล็ดดีขึ้น เนื่องจากยังไม่ได้ผ่านการพักตัว หรือเก็บเมล็ดนั้นนานเกินไป และทำให้งอกเร็วกว่าสภาพปกติ 1-2 วัน หลังจากนั้นนำไปลงในถุงเพาะชำ แยกถุงละ 2-3 ต้น รอจนต้นอ่อนแข็งแรงพอสมควรประมาณ 1-2 เดือน จึงนำไปลงในแปลงปลูก ไม่ควรปลูกในกระถาง เพราะเมื่อต้นโตเต็มที่รากใต้ดินจะอยู่ลึกลงไปในดินมากกว่า 50 ซม.

        ผู้ใดสนใจจะลองไปปลูกดู ติดต่อทางอีเมล์โดยตรงมาได้ครับ (ตอนนี้หมดแล้ว ต้องรอปีหน้าครับ) รายการนี้แจกฟรี แต่มีข้อแม้ว่าต้องระบุชื่อที่อยู่จริง สถานที่ทำงานหรือที่เรียน และจุดประสงค์ในการปลูก ถ้าเอาไปทำยาต้องขอคิดดูก่อน เพราะไม่ตรงกับจุดประสงค์ของรายการนี้ รีบหน่อยมีจำนวนจำกัดครับ

        เนื่องจากกระเช้าถุงทองเป็นไม้เถาเลื้อย จึงจำเป็นต้องสร้างร้านสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางไข่และกินอาหารของผีเสื้อ และทำให้การดูแลต่างๆ เช่น การเก็บไข่ ตัวหนอน หรือดักแด้ทำได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อต้นโตเต็มที่ จะมีพุ่มกิ่งและใบขึ้นซ้อนกันหนามาก ถ้าปลูกให้ขึ้นพันหลักในลักษณะเป็นพุ่ม การเก็บผีเสื้อระยะต่างๆจะทำได้ยาก บริเวณแปลงปลูกควรเป็นดินทราย อยู่ในที่โล่งแจ้ง เพื่อให้ผีเสื้อถุงทองที่บินผ่านรับรู้ได้ง่าย วัสดุที่ใช้ทำร้านควรเป็นไม้ทั้งหมด การใช้โครงเหล็กจะทำให้มีความร้อนสูงเกินไป พืชมักจะไม่เกาะ

        วิธีการให้มีต้นกระเช้าถุงทองเพื่อเลี้ยงหนอนผีเสื้อตลอดคือ ต้องปลูกแซมอย่างสม่ำเสมอ เพราะในช่วงปีแรกที่ยังไม่ออกดอก ต้นจะไม่เหี่ยวเฉาตายในหน้าแล้ง นอกจากนี้การปลูกให้พันเลื้อยที่โคนต้นไม้ใหญ่ อาจทำให้ยืดอายุการเหี่ยวเฉาจากสองปีไปได้อีก ทั้งนี้เพราะที่บ้านผมในกรุงเทพฯ ปลูกมา 3 ปีแล้ว ยังไม่เคยตาย หรือออกดอกให้เห็นเลย สาเหตุอาจเนื่องมาจากร่มของต้นไม้ใหญ่จะบังแสงแดดที่ส่องถึงต้นกระเช้าถุงทองให้มีปริมาณลดลง ซึ่งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่า จำนวนชั่วโมงแสงแดดต่อวันที่มากพอ จึงจะมีผลกระตุ้นให้พืชเข้าสู่ระยะเจริญพันธุ์ (Adult) ทำให้ออกดอกได้ แต่อาจมีผลเสียคือ ผีเสื้อหาไม่เจอเพราะร่มไม้ใหญ่บัง อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลคือ การเก็บรักษาใบกระเช้าถุงทองที่อุณหภูมิประมาณ 4-8 องศาเซลเซียส (ในตู้เย็น) จะอยู่ได้ประมาณ 20 วัน สามารถนำมาเลี้ยงหนอนผีเสื้อได้ทันทีในช่วงอาหารขาดแคลน

ตอนที่ 3

        1.2 การเตรียมอุปกรณ์ และกรงเลี้ยง

            อุปกรณ์ในการเลี้ยงผีเสื้อถุงทองที่ต้องจัดเตรียม คือ

box.jpg (3218 bytes)       1. กล่องพลาสติกสี่เหลี่ยม เพื่อเลี้ยงหนอนระยะแรก จนถึงระยะที่ 3 เจาะรูด้านข้าง และด้านบน เพื่อระบายอากาศ ปิดรูด้วยลวดตาข่าย เพื่อป้องกันหนอนหนีออกมา ด้านล่างเป็นตะแกรง ยกให้ลอยจากพื้นกล่อง สำหรับวางใบกระเช้าถุงทองเป็นอาหารให้ตัวหนอน มูลและเศษอาหารจะตกลงไปด้านล่างของตะแกรง ทำให้การทำความสะอาดเป็นไปได้สะดวก
butterflyfarmsmallcage.jpg (5777 bytes)       2. กรงขนาดเล็ก ใช้สำหรับเลี้ยงหนอนระยะที่ 4 จนถึงดักแด้ ขนาด กว้างxยาวxสูง ประมาณ 50x50x100 ซม. บุด้วยมุ้งลวด หรือตาข่ายไนลอนตาถี่ทุกด้าน มีประตูเปิดปิด เพื่อการขนย้ายหนอนและดักแด้ ยกกรงสูงจากพื้น รองขากรงด้วยน้ำหรือยากันมด เพื่อไม่ให้มากินหนอน
butterflyfarminside.jpg (7476 bytes)

butterflyfarm2.jpg (5708 bytes)

      3. กรงเลี้ยงขนาดใหญ่ สำหรับเลี้ยงผีเสื้อระยะตัวแก่ เพื่อให้ผสมพันธุ์และวางไข่ กรงบุด้วยตาข่ายพลาสติกตาถี่ หรือ สะแล้น แดดส่องผ่านได้ไม่ต่ำกว่า 60% ขนาดกรงไม่ควรน้อยกว่า 4x4 เมคร สูงไม่น้อยกว่า 4 เมตร เลี้ยงผีเสื้อถุงทองได้ประมาณ 20 ตัว ถ้าเลี้ยงมากกว่านี้ต้องเพิ่มขนาดกรงให้ใหญ่ขึ้น
        เป็นกรงรูปทรงอะไรก็ได้ ที่นิยมทำกันคือ สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม หรือทรงกลม ถ้าพื้นที่จำกัด ขนาดกรงเล็กเกินไป ควรเพิ่มความสูงให้มากขึ้น เพื่อให้ผีเสื้อสามารถบินเล่นภายในกรงได้สะดวก ขอบกรงด้านล่างควรปิดให้สนิท อาจโบกปูนสูงประมาณ 1 ฟุตเพื่อกันสัตว์อื่นเข้ามากินผีเสื้อ เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า คางคก หรือแมว ภายในปลูกไม้ดอกชนิดต่าง เพื่อเป็นอาหารของผีเสื้อ และต้นกระเช้าถุงทองที่ปลูกในกระถาง หรือลงดินเลยก็ได้ เพื่อล่อให้ผีเสื้อมาวางไข่
        ที่สำคัญคือประตูต้องทำเป็นสองชั้น สำหรับกันผีเสื้อบินหนี และเพื่อความสดวกในการเข้าออก ควรทำเป็นลักษณะมู่ลี่ อาจใช้แผ่นพลาสติกหนา ตัดเป็นแผ่นเล็กๆความยาวเท่ากับประตู เรียงเหลื่อมกันเล็กน้อย แล้วห้อยลงมาเป็นม่าน หรือใช้โซ่ห้อยเป็นฉากลงมาก็ได้ เวลาเดินเข้าออกก็ใช้วิธีแหวกม่านเอา

        ถ้าต้องการให้คนเข้าชมด้วย ควรทำเป็นน้ำตก บ่อน้ำ และจัดภายในให้ดูสวยงาม ไม่ควรปลูกต้นไม้มากเกินไป โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ เพราะทำให้ผีเสื้อบินได้ไม่สะดวก และอาจไปหลบอยู่ภายใน ทำให้มองไม่เห็น

อุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น

      1. กิ่งไม้แห้ง หรือตะแกรงเหล็ก เพื่อให้ตัวหนอนเข้าดักแด้ สำหรับใส่ในกรงเล็ก
      2. ดอกไม้กระดาษ หรือพลาสติก เพื่อล่อให้ผีเสื้อมากินน้ำหวาน ในกรงใหญ่
      3. น้ำตาลกลูโคส หรือน้ำตาลทราย เพื่อเป็นอาหารเสริมของผีเสื้อในกรงใหญ่
      4. ไม้ดอกประเภทต่างๆ เช่น ชบา ผกากรอง ดาวเรือง ดาวกระจาย ฯลฯ ในกรงใหญ่
      5. อื่นๆ เช่น สำลี เพื่อจุ่มน้ำหวานให้ผีเสื้อ ภู่กันเพื่อย้ายตัวหนอน และขวดแก้วปากแคบ (ขวดเหล้า เบียร์ น้ำหวาน) เพื่อปักกิ่งกระเช้าถุงทอง เป็นอาหารหนอนผีเสื้อในกรงเล็ก

        ก่อนเริ่มเลี้ยง ต้องทำความเข้าใจวงจรชีวิตของผีเสื้อชนิดนี้ รูปร่างลักษณะของไข่และตัวหนอน ในหน้า วงจรชีวิตผีเสื้อ ให้ดีก่อน และเน้นอีกครั้งว่า ควรเป็นพื้นที่ที่พบผีเสื้อถุงทองเท่านั้น เมื่อปลายเดือนที่แล้ว (ตุลาคม 2543) ไปทอดกฐินที่วัดในอำเภอวิเศษชัยชาญ อ่างทอง พบผีเสื้อถุงทองบินอยู่แถวข้างวัดเหมือนกัน แสดงว่าบริเวณนี้เลี้ยงได้ครับ

butterflyfarmhome.jpg (8882 bytes)

butterflyfarmhome2.jpg (6598 bytes)

        ถ้าเราไม่นำเอาไข่ผีเสื้อถุงทองมาจากที่อื่น รอให้ผีเสื้อมาวางไข่บนต้นกระเช้าถุงทองที่เราปลูกเอง กว่าจะเริ่มเลี้ยงได้คงต้องใช้เวลาประมาณ หนึ่งปีหรือปีครึ่ง   เพราะต้องรอให้ต้นกระเช้าถุงทองโตก่อน เพื่อให้มีอาหารพอเพียงสำหรับเลี้ยงตัวอ่อน แต่ถ้าใจร้อนรอไม่ไหว คงต้องเสาะหาต้นกระเช้าถุงทองเองตามบ้านที่มีคนปลูก ไม่แนะนำให้ไปหาในป่า เพราะเป็นการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ในธรรมชาติครับ

ตอนที่ 4

        1.3 เริ่มลงมือเลี้ยง

        สมมุติว่าประมาณ 1 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก เมื่อกระเช้าถุงทองเจริญงอกงามดีแล้ว ในช่วงประมาณเดือน มีนาคม-พฤศจิกายน ถ้ามีผีเสื้อถุงทองในบริเวณนั้น จะมาบินวนแถวต้นกระเช้าถุงทองของเรา แต่เท่าที่สังเกต ที่จังหวัดสมุทรสาคร พบผีเสื้อมากที่สุดประมาณเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ในช่วงอื่นของปีจะพบน้อยมาก
        เมื่อสบโอกาสเหมาะผีเสื้อจะลงมาวางไข่เอง ลักษณะไข่รูปร่างกลม สีน้ำตาลแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 มม. ด้านล่างเป็นกาวเหนียวเพื่อยึดติดกับใบ ส่วนใหญ่จะวางใต้ใบ กระจายกันไปประมาณ 2-3 ฟองต่อใบ
egg.gif (13407 bytes)

        เมื่อสำรวจจำนวนไข่ในบริเวณต้นกระเช้าถุงทองที่เราปลูกมีประมาณ 10-20 ใบ ให้รวบรวมไข่โดย *เด็ดใบกระเช้าถุงทองที่มีไข่มาทั้งใบ* การแกะเฉพาะไข่ออกมาจากใบไม้ อาจทำให้เปลือกไข่ด้านล่างแตก เนื่องจากไข่มีกาวเหนียวเพื่อยึดติดกับใบไม้ ซึ่งจะทำให้ไข่แห้งฝ่อ หรืออาจเกิดจากไข่ไม่ได้รับความชื้นจากใบไม้ ทำให้ไข่ไม่เป็นตัว ถ้าเก็บไข่มาได้จำนวนน้อยเกินไป อาจเก็บสะสมในตู้เย็น ที่อุณหภูมิประมาณ 4-8 องศาได้ประมาณ 2-3 วัน โดยใส่ในถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ถ้าอยู่ในตู้เย็นนานเกินไป จะทำให้อัตราการฟักเป็นตัวลดลง

       1.3.1 การเลี้ยงในกล่องพลาสติก

  1. นำใบกระเช้าถุงทองที่มีไข่ ใส่ในกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมีฝาปิด ยังไม่ได้เจาะรู  (ลืมบอกไปในเรื่องอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม) เพื่อไม่ให้มีใบไม้ในกล่องเต็มไปหมด เราควรใช้กรรไกรตัดใบไม้บริเวณรอบๆไข่เป็นวงกลม รัศมีประมาณ 1 ซม. และเอาเฉพาะส่วนนี้ใส่ในกล่องเท่านั้น รอประมาณ 5-7 วัน ไข่จะออกเป็นตัว โดยหนอนจะกินเปลือกไข่ของตัวเองเป็นอาหารมื้อแรก

  2. ใช้ภู่กันเขี่ยหนอนที่ออกใหม่ลงไปบนใบกระเช้าถุงทอง นำไปใส่ในกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมที่มีตะแกรงรอง และเจาะรูข้างกล่อง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในเรื่องอุปกรณ์ (รูปกล่องและตะแกรงรอง จะอยู่ในเรื่องการเลี้ยงผีเสื้อยักษ์) ในวันแรกตัวหนอนกินอาหารน้อยมาก หรือไม่กินเลย

  3. ในช่วง 2-3 วันแรก ยังไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดกล่อง เพราะเศษใบไม้และมูลที่หนอนถ่ายออกมาจะมีน้อยมาก แต่หลังจากนี้ ต้องเปลี่ยนใบไม้อย่างน้อยวันละครั้ง และทำความสะอาดกล่องทุกวัน โดยใช้ภู่กันเขี่ยหนอนที่อยู่บนใบไม้เก่า วางลงไปบนใบที่เปลี่ยนใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนตะแกรง และกล่องที่ทำความสะอาดแล้วชุดใหม่เข้ามาแทน ส่วนกล่องและตะแกรงเดิมนำไปล้างทำความสะอาด เช็ดด้วยแอลกอฮอล แล้วนำมาใช้ใหม่ได้ในวันต่อไป

  4. จำนวนตัวหนอนที่เลี้ยงในแต่ละกล่อง ขึ้นอยู่กับขนาดของกล่อง ถ้าเป็นกล่องขนาดประมาณ 8x25x9  ซม. ไม่ควรเลี้ยงเกิน 30 ตัว จำนวนใบกระเช้าถุงทองที่ให้ ให้ลองสังเกตดูเองว่า ควรให้หนอนกินเท่าใดจึงจะหมดพอดีภายใน 1 วัน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมือหนอนโตขึ้น
            อัตราการตายในช่วงนี้ค่อนข้างสูงมาก ถ้าเลี้ยงหนอนมากเกินไป หรือไม่ทำความสะอาดให้ดี เนื่องจากการหมักหมมของเศษใบไม้ และมูล

  5. ในช่วงนี้ จนถึงก่อนที่หนอนจะเข้าดักแด้ มีการลอกคราบ ทั้งหมด 5-6 ครั้ง คือ
            ลอกคราบครั้งที่ 1 เพื่อเป็นหนอนระยะที่ 2
            ลอกคราบครั้งที่ 2 เพื่อเป็นหนอนระยะที่ 3
            ลอกคราบครั้งที่ 3 เพื่อเป็นหนอนระยะที่ 4
            ลอกคราบครั้งที่ 4 เพื่อเป็นหนอนระยะที่ 5
            ลอกคราบครั้งที่ 5 เพื่อเป็นดักแด้ และจากดักแด้จะลอกคราบครั้งสุดท้ายเป็นตัวผีเสื้อ
    ในระยะที่กำลังลอกคราบ หนอนจะหยุดกินอาหาร เกาะนิ่งอยู่กับที่ และสลัดคราบเก่าออก ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม. สำหรับหนอนระยะต่างๆ ยกเว้นการลอกคราบครั้งที่ 5 จะใช้เวลานานมาก ประมาณ 30-40 ชม.

  6. ประมาณ 12-15 วันหลังจากออกจากไข่ เมื่อหนอนอยู่ในระยะที่ 4 โดยวัดขนาดความยาวลำตัวได้ประมาณ 3-4 ซม. (หรือวัดขนาดความกว้างของกระโหลกศีรษะประมาณ 3.5-4 มม.) ให้ย้ายหนอนไปเลี้ยงในกรงเล็ก

      1.3.2 การเลี้ยงในกรงเล็ก

  1. การเตรียมกรงเล็กเพื่อเลี้ยงหนอนในระยะนี้ พื้นกรงรองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ นำเถากระเช้าถุงทองยาวประมาณ 1 เมตร พันรอบกิ่งไม้แห้ง แล้วเสียบลงในขวดใส่น้ำดังรูปด้านบน ปล่อยหนอนลงไปบนใบและกิ่ง โดยปกติเมื่อปล่อยหนอนลงไปแล้วจะไม่ลงมาเดินเพ่นพ่านข้างล่าง แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุตกลงมาจริงๆ ก็ต้องจับขึ้นไปใหม่

  2. สังเกตการกินของตัวหนอนทุกวันว่า กินมากน้อยเพียงใด ถ้าใบถูกกินเกือบหมด ก็ให้เสียบกิ่งใหม่เพิ่มเข้าไป การปักกิ่งชำในขวดน้ำเช่นนี้ กระเช้าถุงทองสามารถอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 20 วัน โดยไม่แห้งตาย

  3. การทำความสะอาดกรงในช่วงนี้ ประมาณ 2-3 วันต่อครั้ง ให้ยกขวดกิ่งไม้ออกมา เปลี่ยนกระดาษหนังสือพิมพ์รองกรงใหม่ แล้วนำขวดชำกิ่งกลับไปวางที่เดิมเท่านั้น

  4. ประมาณ 3-5 วันหลังจากที่ย้ายมากรงเล็ก ใช้กิ่งไม้แห้ง วางตั้งในกรงหลายๆอัน เพื่อให้หนอนเข้าดักแด้ ให้สังเกตหนอนบางตัวที่โตเต็มที่ (ขนาดยาวประมาณ 5-7 ซม. หรือกระโหลกศีรษะกว้างประมาณ 6 มม.) จะหยุดกินอาหาร และเริ่มมาเดินเพ่นพ่านข้างล่าง หรือตามขอบกรง หรือกิ่งไม้แห้งที่เราใส่เข้าไป แสดงว่ากำลังหาที่เพื่อเข้าดักแด้ เมื่อได้ที่เหมาะแล้ว หนอนจะหยุดนิ่ง ลำตัวเริ่มหดสั้นลง เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดักแด้ต่อไป
            ช่วงเวลาตั้งแต่ลำตัวหนอนเริ่มหดสั้น จนลอกคราบเป็นดักแด้สมบูรณ์ ใช้เวลาประมาณ 30-40 ชม. รายละเอียดวิธีการลอกคราบให้ดูใน วงจรชีวิตผีเสื้อ

Hangingpupae       5. เมื่อหนอนเข้าดักแด้แล้ว ให้ตัดกิ่งไม้แห้งเฉพาะส่วนที่ดักแด้ติดอยู่ เพื่อนำไปแขวนในกรงใหญ่ ราวแขวนควรห้อยลงมาด้วยเชือกหรือลวด   แล้วใช้เทปกระดาษชิ้นเล็กๆพันลวดด้านบนของราว ใช้ชอล์คกันมดขีดลงบนเทปกระดาษ เพื่อกันไม่ให้มดมากวนดักแด้
       รอจนกว่าดักแด้จะลอกคราบเป็นผีเสื้อ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 20 วัน แต่ถ้าอยู่ในช่วงหน้าแล้ง (พฤศจิกายน-ธันวาคม) อาจใช้เวลานานประมาณ 2-3 เดือน

ตอนที่ 5

        1.3.3 การเลี้ยงในกรงใหญ

        เมื่อผีเสื้อถุงทองออกจากดักแด้ สามารถที่จะผสมพันธุ์ได้ภายใน 2-3 วัน แต่มักมีปัญหาคือ ตัวผู้-เมียออกมาไม่พร้อมกัน ต้องรอสักระยะหนึ่ง อาหารที่ให้ในตอนนี้คือน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ต่างๆ จากการสังเกตพบว่าผีเสื้อเลือกกินน้ำหวานจากดอกไม้บางชนิดเท่านั้น ซึ่งขึ้นกับ ลักษณะโครงสร้างของดอกไม้ และปริมาณ-คุณภาพของน้ำหวานในดอกไม้แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ดอกไม้ที่มีก้านดอกยาว โดยเฉพาะในพืชตระกูลเข็ม พบว่าผีเสื้อขนาดใหญ่ หรือมีปากยาวมากเท่านั้นที่กินได้ ผีเสื้อขนาดเล็กจะไม่แตะต้องเลย สำหรับไม้ดอกที่ผีเสื้อทั่วไปชอบ เช่น ผกากรอง ชบา ดาวกระจาย กระดุมทอง เป็นต้น

        หลายคนอาจสงสัยว่า ผกากรองมีกลิ่นเหม็น ทำไมผีเสื้อชอบ ยังไม่ได้ค้นเอกสารใดๆ แต่พอเดาได้ว่า กลิ่นเหม็นสำหรับคน กับกลิ่นเหม็นของแมลงไม่ควรจะเหมือนกัน ดูง่ายๆในแมลงวันที่ชอบตอมอุจจาระ มันคงจะได้กลิ่นหอมกรุ่นน่ากินอย่างยิ่ง มิฉะนั้นกว่าจะกินอาหารโปรดได้ แมลงวันพวกนี้คงต้องเป็นลมไปหลายตลบแน่ๆ

        นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ผีเสื้อขนาดเล็ก เช่น ผีเสื้อเณร ผีเสื้อขาวแคระ ผีเสื้อแพนซีสีตาล ชอบกินน้ำหวานจากดอกไม้ขนาดเล็ก พวกวัชพืชต่างๆ ส่วนผีเสื้อขนาดกลาง-ใหญ่ เช่น ปีกไข่ใหญ่ หนอนคูน หนอนมะนาว ชอบดอกไม้ขนาดกลาง-ใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามหลักการทางนิเวศวิทยาของแมลงทั่วไป คือ ความต้องการปริมาณอาหารที่มากขึ้นเมื่อร่างกายมีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นการประหยัดพลังงานมากที่สุด ถ้าผีเสื้อขนาดใหญ่เลือกดอกไม้ขนาดเล็กซึ่งมีน้ำหวานน้อย มันจะต้องใช้พลังงานมากกว่าในการบินจากดอกหนึ่ง ไปอีกดอกหนึ่ง เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำหวานที่เท่ากัน ทำให้สูญเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ยังเป็นการเสี่ยงต่อการถูกศัตรูจับกินได้ง่าย เพราะการบินหาอาหารอยู่ตลอดเวลา เป็นการแสดงตัวให้ศัตรูเห็นได้ชัดเจน

        เนื่องจากผีเสื้อกินอาหารที่เป็นของเหลวเท่านั้น ดังนั้นน้ำหวานที่ผีเสื้อกินควรมีสารอาหารพวกโปรตีนเจือปนอยู่ด้วย ทั้งนี้เพื่อการเจริญเติบโตตามปกติของร่างกาย การจับกลุ่มกินเกลือแร่ตามผิวดิน ในบริเวณที่มีผีเสื้อชุกชุม เช่นตามน้ำตก ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ต้องการชดเชยแร่ธาตุต่างๆที่ร่างกายผีเสื้อต้องการ ซึ่งมีน้อยหรือไม่มีเลยในน้ำหวานจากเกสรดอกไม้

        อาหารเสริมของผีเสื้อในกรงเลี้ยงคือ น้ำตาลทราย หรือน้ำตาลกลูโคสละลายน้ำ ผสมเกลือเม็ดเล็กน้อย เจือจางประมาณ 3-5% ชุบสำลีแล้วนำไปวางบนตำแหน่งเกสรของดอกไม้ปลอม โดยต้องเปลี่ยนทุกวัน ระวังมดขึ้นน้ำตาลนะครับ อาจต้องขีดชอล์คกันมด หรือหล่อน้ำด้านล่างของก้านดอกไม้ปลอมด้วย ถ้าต้องการให้ผีเสื้อมีอายุยาวนานกว่าปกติ และมีไข่มากขึ้น ควรใส่อาหารประเภทโปรตีนลงไปในน้ำตาลด้วย ที่เคยใช้คือนมผึ้งผงละลายน้ำ อาจใช้อาหารเสริมพวกซุปไก่สกัดต่างๆแทนได้ แต่ยังไม่เคยลอง เอาประเภทไม่ใส่สีน่าจะดีที่สุด

        จากการศึกษาพบว่า อาหารประเภทโปรตีนน่าจะมีผลต่อการผลิตไข่ ซึ่งผลการทดลองเลี้ยงโดยผสมนมผึ้งในน้ำหวานพบว่า จำนวนไข่ต่อตัวเมีย 1 ตัวมีมากกว่าปกติ คือประมาณ 30-50 ฟอง (จากรายงานผู้อื่นประมาณ 20 ฟอง) และทำให้อายุยืนยาวขึ้น โดยในเพศผู้อายุประมาณ 12-25 วัน ตัวเมียประมาณ 17-33 วัน (จากรายงานอายุเฉลี่ยทั้งสองเพศประมาณ 12 วัน) ซึ่งจำนวนไข่ และอายุของผีเสื้ออาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน เช่น ช่วงของปี และปริมาณอาหารที่ตัวเมียได้รับ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการทดลองซ้ำ เพื่อให้ได้ตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง

        โดยทั่วไปผีเสื้อตัวเมียจะได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้เพียงครั้งเดียว   ทั้งนี้เนื่องจากตัวเมียจะมีถุงเก็บเชื้อตัวผู้อยู่ตรงบริเวณอวัยวะเพศ ยังไม่ผสมกับไข่ในตอนผสมพันธุ์ เชื้อตัวผู้จะผสมกับไข่ในช่วงที่ไข่เคลื่อนตัวออกมาจากรังไข่ตอนวางไข่เท่านั้น แต่ตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ตัวเมียได้หลายตัว

        หลังจากผสมพันธุ์ ผีเสื้อตัวเมียจะหาที่วางไข่ คือบนใบต้นกระเช้าถุงทองที่เราได้จัดเตรียมไว้แต่แรก การวางไข่มักกระจายไปตามใบด้านล่าง ประมาณ 2-3 ฟองต่อใบ ควรจัดจำนวนต้นกระเช้าถุงทองให้มากพอกับความต้องการในการวางไข่ ถ้ามีต้นกระเช้าถุงทองน้อยเกินไป ผีเสื้ออาจไปวางไข่บนพืชชนิดอื่น หรือตาข่ายของกรง ทำให้การเก็บไข่ยาก

        เมื่อได้จำนวนไข่มากพอสมควร ให้เก็บรวบรวมไข่เพื่อนำไปเพาะเลี้ยง ย้อนกลับไปขั้นตอนที่ 1.3.1 (การเลี้ยงในกล่องพลาสติก) ต่อไป วนเวียนกันอยู่เช่นนี้เรื่อยไป แต่เพื่อป้องกันการเกิดเลือดชิด จะต้องนำไข่ ตัวหนอน หรือดักแด้ ที่ได้จากต้นกระเช้าถุงทองที่เราปลูกไว้ด้านนอก เอามารวมกันด้วยทุกครั้ง อาจอยู่ในสัดส่วน ผีเสื้อเลี้ยง : ผีเสื้อในธรรมชาติ = 2 : 1 หรือเก็บไข่ประมาณ 30% จากธรรมชาติ มาปนกับผีเสื้อที่เราเพาะเลี้ยงทุกครั้ง

        จบเรื่องการเพาะเลี้ยงผีเสื้อถุงทองครับผม ผู้ใดที่สนใจจริงๆ ถ้ามีข้อสงสัยประการใดสอบถามมาได้ จะเล่าละเอียดทุกขั้นตอนก็กลัวคนอื่นเบื่อเสียก่อน หรือถ้าท่านใดมีประสบการณ์ในการเลี้ยง กรุณาช่วยแนะนำมาด้วยจะยินดีมาก และขอขอบคุณล่วงหน้า ซึ่งที่จริงการเพาะเลี้ยงผีเสื้อไม่จำเป็นต้องตามนี้เสมอไป แต่ละคนอาจมีแนวทางการเลี้ยงที่ไม่เหมือนกันก็ได้

        ตอนต่อไปเป็นการเพาะเลี้ยงผีเสื้อยักษ์ อาจออกช้าไปบ้าง ใครที่สนใจจริงๆกรุณาช่วยกระตุ้นกันหน่อย ถ้ามีคนสนใจเยอะจะได้มีแรงเร่งต้นฉบับไง ตอนนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีคนอ่านเรื่องนี้สักกี่คน ถ้ามีน้อยมากหรือไม่มีเลย อยากเอาเวลาไปทำเรื่องอื่นที่น่าสนใจดีกว่า ที่กำลังคิดอยู่ตอนนี้คือ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับผีเสื้อ และเพิ่มรายละเอียดใต้รูปผีเสื้อแต่ละตัวให้มากขึ้น เช่น ขนาด และพืชอาหาร เป็นต้น

(โปรดติดตามตอนต่อไป ประมาณเดือนหน้า)

สวนผีเสื้อ หว้ากอ ประจวบคีรีขันธุ์

ย้อนกลับไปด้านบน


ย้อนกลับไปหน้าเดิม